ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2561 เติบโตขึ้นร้อยละ 4.1 นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตขึ้นทุกไตรมาสนับตั้งแต่ต้นปี 2561 และการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตขึ้นร้อยละ 3.9 จากปีก่อนหน้า อยู่ในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอยู่ประมาณร้อยละ 3.7 ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการค้าระหว่างประเทศ อาทิเช่น แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ย สงครามการค้า คณะกรรมการบริษัทได้คํานึงถึงความท้าทายและปัจจัยความเสี่ยงที่สําคัญในทุกบริบท และได้มีการดําเนินการอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง โดยยึดมั่นในการกํากับดูแลกิจการที่ดี เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

โดยในปี 2561 บริษัทฯ ยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากปี 2560 ที่มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทฯ ได้มีการลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มเติมกว่า 3,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด Unlocking Investment Possibilities โดยมีการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ คาดหวังให้เกิดธุรกิจแบ่งปัน (sharing economy) การสร้างเมืองอัจฉริยะ และความร่วมมือในระยะยาวอย่างยั่งยืน อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีการปรับโครงสร้างทางการเงินเป็นหนี้สินระยะยาวให้สอดคล้องกับลักษณะของสินทรัพย์ของบริษัท และเป็นการควบคุมต้นทุนทางการเงิน เตรียมความพร้อมหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้ทําการจัดกลุ่มธุรกิจหลักใหม่เพื่อให้เห็นภาพการประกอบธุรกิจชัดเจนขึ้นออกเป็น 3 สายธุรกิจ ได้แก่ (1) ธุรกิจการลงทุนในธุรกิจสินค้าอุปโภค (2) ธุรกิจการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และ (3) ธุรกิจการพัฒนาสวนอุตสาหกรรมและลงทุนในธุรกิจอื่นๆ

ผลประกอบการในปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้ 5,684 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.4 มีกําไรสุทธิ 2,595 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25.8 อย่างไรก็ดีหากตัดผลจากการทํารายการพิเศษในปี 2560 และ ปี 2561 พบว่าบริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 และมีกําไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.7เป็นผลสําคัญจากรายได้ส่วนแบ่งกําไรและรายได้เงินปันผลรับเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นบริษัทฯ ยังได้รับความเชื่อมั่น และแรงสนับสนุนจาก ผู้ถือหุ้นกู้แปลงสภาพครั้งที่ 1/2560 ครบกําหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2567 (SPI246A) เป็นอย่างดีโดยมีการยื่นขอแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญภายในปีแรกถึงร้อยละ 99.5 ของหุ้นกู้ฯ ที่ออกจําหน่าย อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้รับผลการประเมินการกํากับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในระดับ “ดีมาก” และผลประเมินคุณภาพการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญอยู่ในระดับ “ดีเลิศ” โดยบริษัทฯ ได้เต็ม 100 คะแนน เป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน

ปี 2562 ยังคงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยบริษัทฯ ในฐานะบริษัท Holding ของกลุ่มสหพัฒน์ได้เตรียมแผนดําเนินการต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้บริษัทฯ และบรษิ ัทในกลมุ่ สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาของเทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ที่อาจเข้ามาทดแทนรูปแบบธุรกิจปัจจุบัน

นับตั้งแต่บริษัทฯ ได้เข้าจดทะเบียน และเริ่มทําการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2520 ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 28,991 ล้านบาทในปี 2561 หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยทบต้นราวร้อยละ 17 ต่อปี คณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้พันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทคู่ค้า ลูกค้า ผู้บริหาร พนักงานทุกท่าน รวมถึง สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ หน่วยงานราชการ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สนับสนุนการดําเนินงานของบริษัท ด้วยดีตลอดมา และบริษัทฯ จะยังคงยึดถือแนวทางปฎิบัติที่ว่า “คนดี สินค้าดี สังคมดี” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา

ประธานกรรมการ