ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.2 ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่เติบโตร้อยละ 2.5 เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ อาทิ สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทางภาคใต้ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนส่งผลกดดันต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวม สำหรับปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2.0 จากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน และแรงกดดันด้านภาษีนำเข้าที่กระทบภาคการส่งออก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน และอาจกระทบกำลังซื้อสินค้าของผู้บริโภคในภาพรวม อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงกำลังซื้อ รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ
❞คณะกรรมการบริษัทตระหนักดีถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ คล่องตัว และยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้แนวคิด "Success with Synergy and Sharing" ที่เรามุ่งมั่นสร้างความสำเร็จจากการรวมพลัง และการแบ่งปันอย่างเหมาะสม โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและร่วมค้ารวมจำนวน 7,188 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 2,284 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีกำไรสุทธิจำนวน 3,370 ล้านบาท (ปรับปรุงใหม่)
บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเสริมสร้าง Synergy กับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนขององค์กร ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องและต่อยอดจากธุรกิจหลักเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจภายในเครือสหพัฒน์และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยบริษัทฯ ได้จัดตั้ง บริษัท สหโอชา จำกัด เพื่อขยายสู่ธุรกิจด้านอาหารอย่างเป็นระบบ ผ่านการเข้าถือหุ้นในกิจการร้านอาหารคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น อาทิ ร้านข้าวหน้าปลาไหล "Unagi Yondaime Kikukawa" ร้านข้าวหน้าเทมปุระ "Kaneko Hannosuke" และร้านเบอร์เกอร์เนื้อวากิว "Daishogun Burger" การลงทุนดังกล่าวช่วยเพิ่มความหลากหลายให้แก่พอร์ตธุรกิจอาหาร และเสริมศักยภาพการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดตั้ง บริษัท ควอนตัม ยูนิเวิร์ส จำกัด เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ควบคู่กับการออกแบบประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์สำหรับลูกค้ากลุ่มพรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงและสูงมาก (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNW) ในส่วนของธุรกิจหลักจะประกอบด้วยบริการตู้นิรภัยส่วนบุคคลที่พัฒนาตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล รวมถึงศูนย์สุขภาพและการดูแลสมรรถภาพที่ผสานเทคโนโลยีด้านสุขภาพขั้นสูง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการดูแลคุณภาพชีวิตไว้อย่างครบวงจร โดยกลุ่มธุรกิจนี้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสมบูรณ์ให้แก่โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use) ย่านพระรามสาม อาทิ คิงบริตจ์ ทาวเวอร์ และ คิงสแควร์ คอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทร่วมของบริษัท และในด้านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ บริษัทฯ ยังคงสานต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรสำคัญผ่านการร่วมลงทุนในโครงการใหม่ๆ เช่น การร่วมทุนกับ บริษัท นันทวัน จำกัด (ไทยโอบายาชิ) เพื่อพัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาว บนทำเลศักยภาพใจกลางย่านราชดำริ ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความหลากหลายให้แก่กลุ่มธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท
ในด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนโดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับผลประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) ในระดับ "ดีเลิศ" (ระดับ 5 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการรักษามาตรฐานด้านธรรมาภิบาลที่ดีอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ประเภทกลุ่มบริการ (Services) ในระดับ "AA" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน "กลุ่มหลักทรัพย์ ESG100" จากสถาบันไทยพัฒน์ จากผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นในด้าน ESG ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่สังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
สำหรับปี 2569 บริษัทฯ ยังคงตั้งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งพัฒนาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท โดยคณะกรรมการบริษัทจะคอยติดตามพร้อมปรับทิศทางและแผนงานอย่างเหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างทันท่วงที ตลอดจนมองหาโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย บนพื้นฐานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งบริษัทฯ ยึดมั่นในการประกอบธุรกิจมาโดยตลอด
สุดท้ายนี้ คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน ทั้งลูกค้า บริษัทร่วมลงทุน คู่ค้า รวมถึงสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนผู้บริหารและพนักงาน รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้บริษัทฯ ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเติบโตและยั่งยืน เชื่อมั่นในการดำเนินงานของบริษัท และให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา บริษัทฯ จะยังคงดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้แนวปฏิบัติสำคัญที่ว่า "คนดี สินค้าตี สังคมดี" เพื่อสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจของบริษัท สังคมไทย และสังคมโลกต่อไป